,, ข้อมูลทั่วไป ,,

” สิ ง ค โ ป ร์  ”

800px-flag_of_singapore_svg1           

                                                               ธงประจำชาติ   

            ธงชาติสิงคโปร์ เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน ประกอบด้วยแถบสองสีแบ่งครึ่งกลางธง แถบสีแดงอยู่ด้านบน แถบสีขาวอยู่ด้านล่าง ที่มุมธงบนด้านคันธงมีรูปพระจันทร์เสี้ยว ถัดจากรูปดังกล่าวมีรูปดาวห้าแฉก 5 ดวง เรียงเป็นรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า รูปเหล่านี้เป็นสีขาว ธงนี้เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นปีที่สิงค์โปร์ได้สิทธิปกครองตนเองจากจักรวรรดิอังกฤษ และถือเป็นธงชาติของรัฐเอกราชเมื่อสิงคโปร์ประกาศเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508

         ความหมายสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ในธง อันได้แก่ สีแดง หมายถึงภราดรภาพและความเสมอภาคของมนุษย์โดยทั่วหน้า สีขาว หมายถึงความบริสุทธิ์และความดีงามที่แพร่หลายและคงอยู่ตลอดกาล รูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นจันทร์เสี้ยวข้างขึ้น หมายถึงความเป็นชาติใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ดาว 5 ดวง หมายถึงอุดมคติ 5 ประการของชาติ ได้แก่ ประชาธิปไตย สันติภาพ ความก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเสมอภาค

ธงสำคัญอื่นๆ ของสิงคโปร์

120px-president_of_singapore_flag_svg

ธงประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์

120px-government_ensign_of_singapore_svg

ธงเรือรัฐบาล (สำหรับเรือที่ไม่ได้สังกัดกองทัพ เช่น เรือยามฝั่ง) สัดส่วนธง 1:2

120px-naval_ensign_of_singapore_svg1

ธงรัฐนาวี สัดส่วนธง 1:2

120px-republic_of_singapore_air_force_service_flag_svg2

ธงกองทัพอากาศสิงค์โปร์

120px-civil_ensign_of_singapore_svg

ธงเรือพลเรือน (สำหรับเรือพาณิชย์) สัดส่วนธง 1:2

 

รูปแบบการปกครอง
- สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
- ผู้นำสำคัญทางการเมืองนายเอส อาร์ นาธาน (S. R. Nathan) ประธานาธิบดี นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) รัฐมนตรีอาวุโส นายโก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) นายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ เอส จายากุมาร์ (Professor S. Jayakumar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ระเบียบการขอวีซ่าเข้าปรเทศ คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า
ที่ตั้ง – ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 1’09′เหนือ และ 1’29′เหนือ กับเส้นแวงที่ 103’36′เหนือ และ 104’25′เหนือ หรือประมาณ 137 กิโลเมตรเหนือเส้นศูนย์สูตร

พื้นที่ - ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์และเกาะใหญ่น้อยในบริเวณรอบ ๆ 63 เกาะ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 682.7 ตารางกิโลเมตร เกาะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวจากทิศตะวันตกไปตะวันออกประมาณ 42 กิโลเมตร และความกว้างจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร

ภูมิอากาศ – อากาศร้อนชื้นตลอดปี และมีอุณหภูมิเฉลี่ย 26.8-31 องศาเซลเซียส

วันชาติ – 9 สิงหาคม (แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อ 9 สิงหาคม 2508)

เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน – 8 สิงหาคม 2510

ภาษา – อังกฤษ (ภาษาราชการ) มาเลย์ จีนกลาง ทมิฬ

ศาสนา – พุทธ (42.5%) อิสลาม (14.9%) คริสต์ (14.6%) ฮินดู (4%)

ประชากร - 4.19 ล้านคน (2546)

เชื้อชาติ – ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%)

เวลา – GMT+0800 (เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเวลาในไทย 1 ชั่วโมง)
การเมืองการปกครอง
พรรคการเมือง
- ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลัก 3 พรรค ได้แก่ พรรค People’s Action Party (PAP) พรรค Singapore Democratic Party (SDA) และพรรค Workers’ Party (WP)

ประวัติศาสตร์

ช่วงต้น สิงคโปร์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดแหลมมลายู เป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา

ยุคการล่าอาณานิคม ประเทศแรกที่มายึดสิงคโปร์ไว้ได้คือโปรตุเกส เมื่อปี ค.ศ. 1511 แล้วก็ถูกชาวดัตช์มาแย่งไป แต่ประมาณปี ค.ศ. 1817 อังกฤษได้แข่งขันกับดัตช์ในเรื่องอาณานิคม อังกฤษได้ส่งเซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด บิงก์เลย์ แรฟเฟิลส์ มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์ ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีสุลต่านปกครองอยู่ แรฟเฟิลส์ได้ตกลงกับสุลต่านว่า จะตั้งสถานีการค้าของอังกฤษที่นี่ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ

สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ และก็สามารถยึดครองสิงคโปร์ไว้ได้ แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง อังกฤษก็ได้ครอบครองสิงคโปร์เหมือนเดิม

การรวมชาติเข้ากับมาเลเซีย เมื่อสิงคโปร์เห็นมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์จึงรีบขอรวมชาติเข้ากับมลายาทันที เพื่อจะได้ไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก แต่สิงคโปร์ก็ไม่พอใจกับมาเลเซียมากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน ทำให้พรรคกิจประชาชนของสิงคโปร์ประกาศให้สิงคโปร์เป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 ตั้งแต่บัดนั้นมา

สาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อแยกตัวออกมาแล้วพรรคกิจประชาชนก็ครองประเทศมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ก่อนศตวรรษที่ 14 มิได้ถูกบันทึกอย่างชัดเจนและแน่นอนนัก ในช่วงศตวรรษที่ 14 สิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมัชฌาปาหิตแห่งชวา ต่อมาใน ต้นศตวรรษที่ 15 ก็อยู่ภายใต้การยึดครองของอาณาจักรสยาม จนถูกประมุขแห่งมะละกาเข้ามาแย่งชิงไป และเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดครองมะละกา สิงคโปร์ก็กลายเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสในราวปี ค.ศ. 1498 และต่อมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอลันดาในช่วงศตวรรษที่ 17

เมื่ออังกฤษขยายอิทธิพลเข้ามาบริเวณแหลมมลายูในกลางศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มสนใจ สิงคโปร์ ในปี 1819 อังกฤษได้ขอเช่าเกาะสิงคโปร์จากจักรวรรดิ์ยะโฮร์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดา ในปี 1824 อังกฤษมีสิทธิครอบครองสิงคโปร์ตามข้อตกลงที่ทำกับฮอลันดา ต่อมาในปี 1826 สิงคโปร์ถูกปกครองภายใต้ระบบสเตรตส์เซ็ตเติลเมนท์ (Straits Settlement) ซึ่งให้บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษควบคุมดูแลสิงคโปร์ รวมทั้งปีนัง และมะละกาด้วย และต่อมาในปี 1857 รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดูแลระบบนี้เอง ในปี 1867 สิงคโปร์กลายเป็นอาณานิคม (Crown Colony) ของอังกฤษ จนกระทั่งปี 1946 จึงได้รับการบกฐานะให้เป็นอาณานิคมแบบ เอกเทศ (Separate Crow colony) เมื่ออังกฤษกลับมายึดครองสิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่สิงคโปร์อยู่ภายใต้ญี่ปุ่น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (1942-1946)

ในฐานะที่เป็นอาณานิคมแบบเอกเทศนั้น สิงคโปร์มีอำนาจปกครองกิจการภายในของตนเองแต่ไม่มีอำนาจดูแลกิจการทหารและการต่างประเทศ และยังมีผู้ว่าราชการจากอังกฤษมา ปกครองอยู่ ในสภานิติบัญญัติ (Legislative Council) นั้น อังกฤษเริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกบางส่วน (6 คน จาก 22 คน) ได้ ซึ่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาบางส่วนนี้ในปี 1948 พรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ของสิงคโปร์ได้ที่นั่งมากที่สุด ต่อมาในปี 1951 สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งถูกเพิ่มเป็น 9 คน ในจำนวน 25 คน และในปี 1955 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งมีจำนวน 25 คน ในจำนวน 32 คน

ต่อมาอังกฤษให้ชาวสิงคโปร์มีอำนาจและมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้นในช่วง 10 ปี ก่อนที่สิงคโปร์จะประกาศเป็นสาธารณะรัฐนั้น สิงคโปร์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล 3 ชุด คือ (1) รัฐบาลของนายเดวิด มาร์แชล (David Marshall) จากปี 1955-1956 (2) รัฐบาลของนายลิม ยิว ฮ๊อค (Lim Yew Hock) จากปี 1956-1959 และ (3) รัฐบาลของนาย ลี กวน ยิว (Lee Kuan Yew) ซึ่งภายใต้รัฐบาลนี้สิงคโปร์อำนาจในการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว และนายลีได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ต่อมาในช่วงปี 1963-1965 รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ตัดสินใจเข้าไปรวมอยู่ในสหพันธรัฐมาเลเซีย และอยู่ได้เพียง 2 ปี

นับจากปี 1965 เมืองสิงคโปร์ประกาศตนเป็นประเทศเอกราช มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง โดยปกครองในรูปของสาธารณรัฐ หลังจากนั้นสิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเป็นเวลาถึง 25 ปี ซึ่งก็คือ นาย ลี กวน ยิว ทั้งนี้เป็นเพราะพรรคกิจประชา (PAP: People’ Action Party) ซึ่งนาย ลี เป็นผู้ก่อตั้งแต่ปี 1961 นั้นมีชัยชนะในการเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือการเลือกตั้งซ่อม

ทศวรรษที่ 1990 เป็นจุดเริ่มต้นของกรปรับเปลี่ยนการปกครองสิงคโปร์จากผู้นำกลุ่มเก่า (Old Guards) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ (New Guards) นาย โก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) ได้รับการคัดเลือกจากพรรคกิจประชาและคณะรัฐมนตรี ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1990 นาย ลี กวน ยิว ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลชุดใหม่โดยเป็นรัฐมนตรีอาวุโส และในปี 1993 สิงคโปร์เริ่มใช้ระบบประธานาธิบดีแบบใหม่ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

ปัจจุบันปี 2006 ประเทศสิงคโปร์ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่และทีม เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป แต่อย่างไรก็ดี พรรคกิจประชาก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหมือนอย่างเดิม โดยพรรค PAP ได้รับที่นั่งในฝ่ายรัฐบาล 82 ที่นั่งจาก 84 ที่นั่ง ซึ่งเท่ากับสมัยนายโก๊ะ จก ตงได้รับในปี 2544 แต่ได้คะแนนเสียงลดลงจากสมัยแรกที่ได้ 75.3 เป็น66.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลนี้ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของนาย ลี เซียน หลุง สมัยที่สองซึ่งรัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันในเรื่องปัญหาคนยากไร้ ผู้สูงอายุและคนว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นาย ลี เซียน หลุงจะได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้นั้น เขาได้เน้นโยบายแบ่งปันรายได้ผนวกกับความอ่อนแอและแตกแยกของพรรคฝ่ายค้าน ทำให้พรรคPAP ได้ครองอำนาจสืบทอดมาเป็นระยะเวลา 4 ทศวรรษ

ภูมิศาสตร์

ภาคกลางและภาคตะวันตกเป็นเนินเขา ซึ่งเนินเขาทางภาคกลางเป็นเนินเขาที่สูงที่สุดของประเทศ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของสิงคโปร์ และภาคตะวันออกเป็นที่ราบต่ำ ชายฝั่งทะเลมักจะต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ต้องมีการถมทะเล

 

สถานการณ์การเมืองในสิงคโปร์
- สถานการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปของสิงคโปร์ยังคงมีเสถียรภาพและความมั่นคง ภายใต้การบริหารของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยพรรค People’s Action Party (PAP) เนื่องจากการบริหารประเทศของพรรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพดียิ่งมาโดยตลอด เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่
- ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2544 โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง 84 คน พรรค PAP ซึ่งเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามาตั้งแต่สิงคโปร์เป็นเอกราช ได้ที่นั่งในสภา 82 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค Singapore Democratic Party (SDA) และพรรค Workers’ Party (WP) ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิม ปัจจุบัน พรรค PAP กำลังเตรียมการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากผู้นำรุ่นที่สองคือนายโก๊ะ จ๊ก ตง ไปสู่ผู้นำคนต่อไป คือนายลี เซียน ลุง บุตรของนายลี กวน ยู
- เมื่อ 28 เมษายน 2546 สำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ออกประกาศเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งมีการปรับในหลายลักษณะทั้งการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น (4 ตำแหน่ง) การปรับตำแหน่งในระดับเท่ากันหรือลดลง (6 ตำแหน่ง) และ การพ้นจากตำแหน่ง 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของรัฐมนตรีเอง
- เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้กล่าวในสุนทรพจน์วันชาติว่า จะถ่ายโอนอำนาจให้นายลี เซียน ลุง รองนายกรัฐมนตรี ในปี 2548 ซึ่งเป็นไปตามความเห็นชอบจากทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น ๆ เพื่อให้นายลีมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2550 ซึ่งจะเป็นการให้โอกาสประชาชนเห็นผลงานของนายลี เซียน ลุง และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

สถานการณ์ความมั่นคงในสิงคโปร์
- เมื่อ 9-24 ธันวาคม 2544 สำนักงานความมั่นคงภายในสิงคโปร์ได้จับกุมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย 15 คน โดยมีผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี จำนวน 13 คน (จาก 15 คน) ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรลับอิสลามชื่อ “Jemaah Islamiyah” หรือ JI หรือกลุ่มชาวมุสลิมในสิงคโปร์ และเมื่อ 6 มกราคม 2545 ผู้ก่อการร้ายที่เหลือ 2 คนได้รับการปล่อยตัว โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามบุคคลทั้งสองติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ เป็นเวลา 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Moro Islamic Liberation Front (MILF) เนื่องจากบุคคลทั้งสองมิได้เป็นสมาชิกกลุ่ม JI แต่เคยบริจาคเงินให้แก่กลุ่ม MILF ทั้งนี้ เป้าหมายในการก่อการร้ายของบุคคลดังกล่าว คือ ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในสิงคโปร์
- เมื่อสิงหาคม 2545 ทางการสิงคโปร์ได้จับกุมชาวสิงคโปร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีก 21 คน โดยเป็นสมาชิกกลุ่ม JI 19 คน และเป็นสมาชิกกลุ่ม MILF 2 คน
- สิงคโปร์เพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย อาทิ การออกพระราชบัญญัติต่อต้านการฟอกเงิน และได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ ได้แก่ Home Front Security Centre, National Security Secretariat และ Joint Counter-Terrorism Centre
- เมื่อมกราคม 2546 สิงคโปร์ได้จัดทำเอกสาร White Paper : the Jemaah Islamiyah Arrests adn the Threat of Terrorism ซึ่งบรรจุข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมและการสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุม 2 เมื่อธันวาคม 2544 และสิงหาคม 2545
- สิงคโปร์มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเมื่อ 2 กันยายน 2546 นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และนายวอง กัน เส็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันแถลงเกี่ยวกับมาตรการการต่อต้านการก่อการร้ายของสิงคโปร์ โดยขอให้ผู้ประกอบการทุกแห่งเข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากสิงคโปร์ยังเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ทั้งนี้ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยและหยุดยั้งการกระทำของกลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) และแม้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์จะดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการดำเนินการใด ๆ ของกลุ่มก่อการร้ายในสิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเดิมคือการสร้างความไม่มั่นคง ให้แก่สิงคโปร์และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

เศรษฐกิจการค้า 

  1. การเพาะปลูก พื้นที่มีน้อย ปลูกยางพารา มะพร้าว ผัก ผลไม้
  2. อุตสาหกรรม พัฒนารวดเร็วมาก อาศัยวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน มีอุตสาหกรรมเบา เช่น ผลิตยางพารา ขนมปัง เครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมหนัก เช่น อู่ต่อเรือ ทำเหล็กกล้า ยางรถยนต์ มีกิจการกลั่นน้ำมันซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้สร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่ด้วย
  3. การค้าขาย เป็นท่าเรือปลอดภาษี ประเทศต่าง ๆ ส่งสินค้าต่าง ๆ มายังสิงคโปร์เพื่อส่งออก และสิงคโปร์ยังรับสินค้าจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อส่งไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน มีท่าเรือน้ำลึก เหมาะในการจอดเรือส่งสินค้า

1. ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป

ระบบเศรษฐกิจ – เสรี

เงินตรา – ดอลลาร์สิงคโปร์

อัตราแลกเปลี่ยน
- 23.17 บาท/1 ดอลลาร์สิงคโปร์ – 1 ดอลลาร์สหรัฐ/1.70 ดอลลาร์สิงคโปร์

 

 

อัตราเงินเฟ้อ – ร้อยละ -0.4

รายได้เฉลี่ยต่อหัว – 20,849 ดอลลาร์สหรัฐ

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ – 96,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. ข้อมูลการค้า
การค้าระหว่างประเทศ – มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 277,138.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2546)

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ – มาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

ความตกลงการค้าเสรี – สิงคโปร์ได้หาทางขยายขอบเขตด้านเศรษฐกิจการค้าให้ครอบคลุมไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพ โดยได้เจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement) กับประเทศต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากนิวซีแลนด์ในปี 2543 แล้ว สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงกับญี่ปุ่น กลุ่มเขตการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association: EFTA ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิคเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์) ในปี 2545 และในปี 2546 ได้ลงนามความตกลงไปแล้วกับออสเตรเลีย และสหรัฐฯ นอกจากนั้น สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงกับเม็กซิโก แคนาดา เกาหลีใต้ อินเดีย ศรีลังกา จอร์แดน และอาเซียน-จีน และแบบไตรภาคีกับนิวซีแลนด์และชิลีด้วย

3. ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์
ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2546
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2546 สภาวะการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามอิรักและการแพร่ระบาดของโรคหวัด SARS อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2546 ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 9.6 ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะสามารถขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8-10 และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 3-5
- นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังคงเปราะบางและจำเป็นจะต้องมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2547 เพื่อให้สิงคโปร์สามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง และโดยที่สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน รวมทั้งสิงคโปร์ประสบกับปัญหาในการแข่งขันกับจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ไทยและมาเลเซีย สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสร้างสาขา การส่งออกใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของตน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์จากการ ขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีจีนและอินเดียเป็นตลาดนำเข้าสำคัญ
- ในโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ National Day Rally เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ประกาศนโยบายการปรับลดอัตราการหักเงินสะสมใน Central Provident Fund (CPF) เพื่อเป็นการลดภาระด้านการเงินของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนเพื่อเพิ่มอัตราจ้างงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์

4. สังคม
- เน้นการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคม เนื่องจากสิงคโปร์มีลักษณะเป็นพหุสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์
สถาปนาความสัมพันธ์ – 20 กันยายน 2508

เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ – นายฐากูร พานิช (Mr. Thakur Panich) (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2546) สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำไทย – นายชัน เฮง เวง (Mr. Chen Heng Wing) (เข้ารับหน้าที่เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2545) สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์
- ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อ 20 กันยายน 2508 ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาตลอด 39 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ “หุ้นส่วน” ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมาก และมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้านอุตสาหกรรม ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย ซึ่งได้มีการนำจุดแข็งที่ทั้งสองฝ่ายมีมาใช้ร่วมกันจนนำ ไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน

1. กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี
โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Thailand-Singapore Civil Service Exchange Programme – CSEP)
- ตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและ สิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อไป มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เป็นประธานร่วม ในปัจจุบันการประชุมดังกล่าวได้ส่งผลให้ความร่วมมือต่าง ๆ อยู่ภายใต้กลไกที่เป็นระบบ มีลักษณะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเป็น “หุ้นส่วน” กันมากขึ้น โดยสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 ระหว่าง 27-28 พฤศจิกายน 2545 และไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ครั้งที่ 6 เมื่อ 17-18 พฤศจิกายน 2546

Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER)
- นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2545 เพื่อเป็นกลไกหลักในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจทวิภาคี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายไทย โดยหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายสิงคโปร์คือ พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 2 ในปี 2547

2. ความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ
2.1 การเมืองและความมั่นคง
ภาพรวม
- สิงคโปร์และไทยมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ผู้นำของไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และมีวิสัยทัศน์ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการเยือนกันในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
- กองทัพไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีต่อกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาค โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารร่วมระหว่างกองทัพไทย-สิงคโปร์ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บังคับบัญชา ระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกองทัพเรือไทย-สิงคโปร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการฝึกและการซ้อมรบร่วมกัน โดยไทยอนุญาตให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ในการฝึกและมีการ ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารร่วมกัน อาทิ การฝึกร่วมผสม (Cobra Gold)

การแลกเปลี่ยนการเยือน
- ไทยและสิงคโปร์มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง การเยือนของฝ่ายไทยในช่วงตั้งแต่ปี 2539 ที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (2-4 กรกฎาคม 2542) การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (12-17 เมษายน 2543 และ 22-25 มิถุนายน 2543) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีกำหนดจะเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 12-14 พฤษภาคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ระหว่าง 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2539 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ระหว่าง 20-21 มีนาคม 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ระหว่าง 17-18 ตุลาคม 2542 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่าง 20-23 สิงหาคม 2544 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายประจวบ ไชยสาส์น) ระหว่าง 4-5 กุมภาพันธ์ 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เพื่อพบหารือกับนายลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ (2-3 สิงหาคม 2545) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เยือนสิงคโปร์เพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 (27-28 พฤศจิกายน 2545) เมื่อ 12 สิงหาคม 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เดินทางไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยการจัดทำ Roadmap ไปสู่ประชาธิปไตยในพม่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เยือนสิงคโปร์เพื่อร่วมประชุม STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนสิงคโปร์เพื่อหารือกับนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2) และร่วมพิธีเปิดสำนักงานเลขาธิการเอเปค (5-7 กันยายน 2546)

- การเยือนที่สำคัญของฝ่ายสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2544 ได้แก่ การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 4 (15-16 พฤศจิกายน 2544) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ (18-20 กุมภาพันธ์ 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน (17-18 มิถุนายน 2545) และเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (18-19 มิถุนายน 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของพลจัตวา จอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมงาน ASEAN Trade Fair และเข้าเยี่ยมคารวะนายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการประชุม STEER (13-15 ตุลาคม 2545) การเยือนของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดภูเก็ต (10-12 มกราคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน-จีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (29 เมษายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (21-22 มิถุนายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 (20-21 ตุลาคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 6 (17-18 พฤศจิกายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลของนาย ลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโส ในโอกาสกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thammasart Business School International Forum 2003 ระหว่าง 14 – 17 ธันวาคม 2546 การเยือนอย่างเป็นทางการของ ผช.ศ. โฮ เป็ง คี รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโส ดูแลด้านมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 4 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ + 3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ระหว่าง 7-10 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโทนี่ ตัน เคง ยัม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสานงานประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคงและกลาโหมสิงคโปร์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง 12-16 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย ลี ย็อค ซวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศคนที่ 2 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forum on International Support for National Reconciliation in Myanmar เมื่อ 15 ธันวาคม 2546 นายแพทย์ วิเวียน บารากริชนัน รัฐมนตรีแห่งรัฐ ดูแลด้านการพัฒนาแห่งชาติ เยือนไทยอย่างเป็นการเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ปีก เมื่อ 28 มกราคม 2547 และนายเอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ (State Visit) ระหว่าง 17-21 มกราคม 2548

- การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของไทยและสิงคโปร์ เพื่อร่วม Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 และ 2 ได้แก่
1) Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ซึ่ง นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายเอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นายเยียว เชียว ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางเยือนไทย ระหว่าง 10-12 มกราคม 2546 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีการหารือในทั้งประเด็นทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และนับเป็นมิติใหม่ของการหารือ ที่ผู้นำประเทศทั้งสองร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจและเป็นข้อกังวลร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนกันอย่างแท้จริง
2) Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 เมื่อ 5-7 กันยายน 2546 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วม Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดต่อเนื่องกับ Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ในการเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เป็นประธานในการเปิดสำนักเลขาธิการ เอเปคอย่างเป็นทางการร่วมกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ด้วย

2.2 ด้านการค้า การลงทุน และการเงิน
การค้า
- ในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 9,088.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์มีมูลค่า 5,853.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าของไทยจากสิงคโปร์มีมูลค่า 3,234.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสิงคโปร์ 2,618.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ในปี 2546 ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 8 ของสิงคโปร์ (รองจากมาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และไต้หวัน) และสิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป)

สินค้านำเข้าจากไทย – เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำมันสำเร็จรูป, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอต, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สินค้าส่งออกมาไทย – เคมีภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, น้ำมันสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, และกระดาษ กระดาษแข็ง และผลิตภัณฑ์

ด้านการลงทุน – ในปี 2546 สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ มอริเชียส และไต้หวัน) การลงทุนสุทธิคิดเป็นมูลค่า 290.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านการธนาคาร
- ธนาคารของสิงคโปร์ได้ขยายสาขามาดำเนินธุรกรรมการเงินในไทย 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคาร Development Bank of Singapore (DBS), Overseas Chinese Banking Corporation (OCBC), United Overseas Bank (UOB) และ Overseas Union Bank (OUB) โดยดำเนินการภายใต้กรอบกิจการวิเทศธนกิจ (BIBF) โดย 2 ธนาคารหลังได้รับอนุญาตตามความตกลงพิเศษในการแลกเปลี่ยนสาขาธนาคารเพิ่มเติม ระหว่างกระทรวงการคลังของสองประเทศ นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ธนาคาร UOB ได้ซื้อหุ้นธนาคารรัตนสินเป็นจำนวนร้อยละ 75 และเข้ามาบริหารงานอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อธนาคารเป็นธนาคาร UOB รัตนสิน จำกัด
- ธนาคารของไทย 3 แห่ง ได้ขยายสาขาและเปิดบริการที่สิงคโปร์ คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างไรก็ดี มีเพียงธนาคารกรุงเทพเพียงธนาคารเดียวที่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินกิจการธนาคารอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนธนาคารไทยอีก 2 แห่ง มีขอบเขตการประกอบกิจการเพียงการให้บริการกู้ยืมระหว่างประเทศในลักษณะของ off-shore banking

ด้านแรงงาน – มีแรงงานไทยในสิงคโปร์ประมาณ 48,000 คน (2546) ซึ่งลดจำนวนลงจากประมาณ 70,376 คน ในปี 2544 อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ทำให้ลดการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ซึ่งมีแรงงานไทยทำงานเป็นจำนวนมาก

2.3 สังคมและวัฒนธรรม
ด้านการท่องเที่ยว
- ประชาชนสิงคโปร์มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในระดับดี เนื่องจากมีความนิยมชมชอบเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตลาดนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์จึงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการท่องเที่ยวของไทย
- ในช่วงไตรมาสที่ 1 – 3 ของปี 2546 ชาวสิงคโปร์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวน 330,242 คน เป็นลำดับที่ 8 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 11.39 (ในปี 2545 ชาวสิงคโปร์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวน 547,796 คน เป็นลำดับที่ 7 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 2.82) ส่วนคนไทยเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์ในปี 2546 เป็นจำนวน 235,728 คน เป็นลำดับที่ 10 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 10.7 (ในปี 2545 เป็นจำนวน 263,753 คน เป็นลำดับที่ 11 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 1.1)

ด้านวัฒนธรรม
- ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกันภายใต้กรอบการประชุม CSEP และกรอบโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนอุปกรณ์และสื่อที่ใช้เผยแพร่วัฒนธรรม (เทปวิทยุและโทรทัศน์ การขับร้อง) การแสดงนาฏศิลป์และการละคร นับว่าช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีงามระหว่างสองประเทศ และช่วยในการแก้ไขภาพลักษณ์ รวมทั้งเผยแพร่ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนสิงคโปร์ยังได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเพื่อเปิดโอกาส ให้เยาวชนไทยได้เดินทางไปทัศนศึกษาและพักร่วมกับครอบครัว ชาวสิงคโปร์ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวสิงคโปร์ได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง
- ที่ประชุม CSEP ครั้งที่ 6 เห็นพ้องว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินโครงการ แลกเปลี่ยนศึกษาดูงานของบุคลากรในด้านต่าง ๆ รวมทั้ง การจัดการด้านวัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะหารือกันต่อไปในการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านหอจดหมายเหตุ และการจัดงานแสดงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในโอกาส ที่ประธานาธิบดีสิงคโปร์จะเยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2548 ซึ่งครบรอบ 40 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสิงคโปร์

 

 

 

เตรียมตัวเดินทาง สู่ประเทศ สิงคโปร์

Passport
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไป สิงคโปร์ Passport (หนังสือเดินทาง) จะต้องมีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (นับจากวันที่เดินทาง)
ขึ้นตอนการขอต่ออายุหนังสือเดินทาง
เอกสาร: บัตรประชาชน (พร้อมสำเนา 1 ชุด) ,หนังสือเดินทางเล่าเดิม, เงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสือเดินทาง ประมาณ 1000-1500 บาท
ยื่นค่ำร้องด้วยตนเอง ที่ กองหนังสือเดินทาง กรมกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (เวลา 08.30-15.30 น.)
ใช้เวลาประมาณ 3 วันทำการ (สามารถรับหนังสือเดินทางได้ด้วยตนเองหรือขอให้ส่งหนังสือเดินทางโดยทางไปรษณีย์ โดยเสียค่าบริการเพิ่มเติม หรือจะฝากให้ผู้อื่นมารับแทน (ต้องมีหนังสือมอบอำหนาจ)

ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทาง
เอกสาร: บัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (ผู้เยาว์ อายุต่ำกว่า 20ปี : สูติบัตร หรือบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้ายของผู้เยาว์ และบิดามารดา / หลักฐานทางการทหาร (ชายที่อายุ 17 ปีขึ้นไป) / ทะเบียนสมรส บิดามารดา / บัตรประชาชนของบิดามารดาผู้เยาว์ต้องให้บิดามารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมลงนามให้ความยินยอม

เอกสารเพิ่มเติม (แล้วแต่กรณี) : ใบเปลี่ยนชื่อสกุล/ทะเบียนการรับรองบุตร/ทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม/ทะเบียนหย่า/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดามารดา
ค่าธรรมเนียมประมาณ 1000-1500 บาท

สำนักงานของกองหนังสือเดินทาง
1.กรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ เลขที่ 123 ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพ โทร 02 9817171-80 ต่อ 2001-3
2.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาปิ่นเกล้า ชั้น 8 โทร 02 8848829-30
3.ศูนย์การค้าเซ้นทรัล บางนา ชั้น 5 โทร 02 7440893-4

(กรุณาสอบถามรายละเอียดกับทางสำนักงานกงศุล อีกครั้งเพื่อความแน่นอน)

 

Visa เข้าประเทศ สิงคโปร์
สำหรับคนไทย การเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ หากไม่เกิน 14 วัน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นเรื่องขอทำ Visa
หากต้องการอยู่เกิน 14 วัน สามารถขอ Visa ได้ที่
สถานเอคอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย ตึกรัจนาการ ชั่น 9 เลขที่ 183 ถนนสาทรใต้ เขตยานนาวา กรุงเทพ 10120 โทร. 02 2862111, 02 2861434 หรือ e-mail singemb@pacific.net.th (เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00-16.30 น.)

สถานทูตไทยในสิงคโปร์ 370 ถนนออร์ชาร์ด สิงคโปร์ 238870 โทร (65) 6737-2644, 67372175-6

ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ ที่จำเป็นต้องใช้ Wheelchair เดินทาง
(Whellchair ส่วนตัวจะต้องโหลดลงเครื่อง ส่วนการใช้ภายในสนามบินจะมี Wheelchair ให้ยืม) กรุณาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการรับบริการ พิเศษ จากทางสนามบิน ที่ TAX 02 5353571 (มีค่าใช้จ่าย ที่สนามบินไทย 200 บาท ที่สนามบินสิงคโปร์ 40 SGD)

การเดินทางสู่ประเทศสิงคโปร์
โดยส่วนใหญ่ จะใช้การเดินทาง โดยเครื่องบิน (มีหลายสายการบินให้เลือกเดินทาง เช่น Jetstar asia / สายการบินไทย / สายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์) สนามบินของประเทศสิงคโปร์ มีชื่อว่า สนามบิน ชางกี หรือ Changi international Airport ใช้เวลาเดินทางจากดอนเมือง ถึงสนามบิน ชางกี สิงคโปร์ ประมาณ 2 ชั่วโมง

เวลา
สิงคโปร์ เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (ดังนั้น อย่าลืมปรับเวลาที่นาฬิกาของท่านเมื่อเดินทางถึงประเทศสิงคโปร์)

อัตราแลกเปลี่ยน
สิงคโปร์ ใช้สกุลเงิน เหรียญ (ดอลล่าห์) สิงคโปร์ (SGD) อัตราแลกเปลี่ยนจะประมาณ 25 บาท ต่อ 1 เหรียญ(สิงคโปร์)
(กรุณาตรวจเช็คอัตราแลกเปลี่ยนของ สิงคโปร์ ปัจจุบันจาก ลิงค์อัตราแลกเปลี่ยน ด้านล่าง)

ภาษา
สิงคโปร์ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก นอกจากนี้จะมีภาษาจีนกลาง และภาษามาเลย์

ระบบไฟฟ้า
สิงคโปร์ ใช้กระแสไฟฟ้า 220-240 โวลต์ แต่รูปแบบของ ปลั๊กไฟ จะไม่เหมือนของไทย ดังนั้นต้องใช้ตัวแปลง โดยปกติโรงแรมส่วนใหญ่จะมีปลั๊กสำหรับแปลงไว้ให้บริการ (ค่ามัดจำประมาณ 1 เหรียญสิงคโปร์ ได้เงินคืนเมื่อคืนของ)

ปลั๊กไฟ สิงคโปร์

โทรศัพท์
หากโทรศัพท์จากเมืองไทยไป สิงคโปร์ ต้องกดรหัสผู้ให้บริการ 001 หรือ 008 หรือ 009 ตามด้วยรหัสประเทศ 65 แล้วตามด้วยหมายเลขที่ต้องการโทร 8 หลัก แต่หากโทรภายในประเทศสิงคโปร์ก็สามารถ โทรได้เลย โดยอัตราค่าโทรจะเป็น 0.10 (SGD) ต่อ 3 นาที

การเดินทาง
สิงคโปร์ สามารถเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะได้หลายรูปแบบ
- รถประจำทาง ให้บริการ 6.00-24.00 น. อัตราค่าโดยสารสำหรับรถประจำทางธรรมดาเริ่มต้นที่ 0.70-1.40 C ส่วนรถประจำทางปรับอากาศ 0.80-1.70 เหรียญสิงคโปร์ (ข้อควรระวังการจ่ายค่ารถประจำทางจะไม่มีการทอนเงินดังนั้นควรเตรียมให้ให้พอดีกับค่าโดยสารที่ต้องจ่าย)

- รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ให้บริการ 5.30-24.00 น. อัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 0.80-1.80 เหรียญ(สิงคโปร์)
สำหรับนักท่องเที่ยวไม่ควรซื้อตั๋วรถไฟแบบ EZLink ควรซื้อเป็นตั๋วเที่ยวดียว เพราะว่า ขาออกสามารถแลกคืนได้ ตอนซื้อตั๋วจะต้องไปซื้อที่ตู้บริการขายตั๋วอัตโนมัติในสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นเครื่องกดแบบช่วยตัวเอง ควรเลือกกดตั๋วแบบ Standard Ticket จากนั้นกด เลือกสถานที่(สถานี)ปลายทาง ที่เราจะไป เครื่องจะแสดงจำนวนเงินว่าเราต้องใส่ไปกี่เหรียญ จากนั้น เราก็หยอดเหรียญไป ตามนั้น ถ้าเกินเครื่องก็จะทอนเงินมาให้โดยอัตโนมัติ (เวลาซื้อตั๋วเที่ยวเดียวเครื่องจะบวกค่าประกันบัตร 1 เหรียญ(สิงคโปร์) ดังนั้นเมื่อเราเดินทางถึง(สถานี)จุดหมาย ก็ นำไปคืนที่ตู้ แล้วกด refund โดยสอดบัตรเข้าไป แล้วรับเงินคืน อย่าลืมว่าต้องเป็น ภายในวันเดียวกันเท่านั้น)

- รถแท๊กซี่ ราคาจะขึ้นตามมิเตอร์ เริ่มต้นที่ประมาณ 2.40 เหรียญ(สิงคโปร์) และเพิ่ม 10 เซ็นต์ ต่อ 250 เมตร
** ต้องจ่ายเพิ่มอีก 50 % หากเป็นการใช้บริการระหว่าง เที่ยงคืน – 6.00 น.
** การใช้บริการจากสนามบิน Changi เพิ่มค่าบริการอีก 3 เหรียญ(สิงคโปร์) ยกเว้นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 17.00-24.00น. เพิ่มค่าบริการ 5 เหรียญ(สิงคโปร์)
** การเรืยกบริการทางโทรศัพท์ เพิ่มค่าบริการอีก 3.20 เหรียญ(สิงคโปร์) และหากเป็นการโทรจองล่วงหน้าเกิน ครึ่งชั่วโมง ต้องเพิ่มค่าบริการ 5.20 เหรียญสิงคโปร์
** มีการใช้ระบบ ERP (คิดค่าใช้ถนนโดยเครื่องอีเลคโทรนิกส์) จะต้องเสียเพิ่มอีก 30 เซ็นต์ – 2 เหรียญ(สิงคโปร์) ในกรณีที่รถวิ่งผ่านถนนที่มีการคิดเงิ

 

 

ไม่มีการตอบรับ to “,, ข้อมูลทั่วไป ,,”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: